ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการทำกำไรของธุรกิจประกันวินาศภัยในประเทศไทย / วรเชษฐ์ กวาวปัญญา.

By: วรเชษฐ์ กวาวปัญญา [ผู้แต่ง]Contributor(s): รุ่งระวี วีระเวสส์ [ที่ปรึกษา] [ที่ปรึกษา] | มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจMaterial type: TextTextPublisher: 2564Description: Online resourceContent type: text Media type: computer Carrier type: online resourceSubject(s): ประกันวินาศภัย -- ไทย | กำไร | กำไรของบริษัทDDC classification: 368.1 Online resources: Full-Text Dissertation note: การศึกษาค้นคว้าอิสระ (ศ.ม. (เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564. Summary: การศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการทำกำไรของธุรกิจประกันวินาศภัยในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์สำคัญอยู่ 2 ประการ ได้แก่ เพื่อศึกษาถึงปัจจัยทางตรงและปัจจัยทางอ้อมที่ส่งผลกระทบต่อการทำกำไรของธุรกิจประกันวินาศภัย และเพื่อศึกษาถึงความแตกต่างในการทำกำไรของธุรกิจประกันวินาศภัยโดยเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มบริษัทไทยและกลุ่มบริษัทต่างชาติ ทั้งนี้ได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นบริษัทประกันวินาศภัยซึ่งจดทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยจำนวน 50 บริษัท โดยใช้ข้อมูลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 ถึงปี พ.ศ. 2563 เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 4 ปีได้ขนาดของกลุ่มข้อมูลจำนวน 200 ตัวอย่างเป็นข้อมูลแผง ผ่านการใช้เทคนิคการวิเคราะห์ด้วยวิธีการ Fixed Effect Model และ Random Effect Model และสรุปผลการเลือกเทคนิคการวิเคราะห์ที่เหมาะสมในแต่ละแบบจำลองด้วยวิธีการทดสอบแบบ Hausman ซึ่งได้ผลลัพธ์ดังต่อไปนี้ สำหรับสมการตัวแบบของแบบจำลองกำไรสุทธิจากการดำเนินงานโดยภาพรวมของธุรกิจประกันวินาศภัยพบว่า ตัวแปรอิสระที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ประกอบไปด้วย จำนวนเบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้สุทธิ รายได้อื่นจากการดำเนินงาน และอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ส่วนสมการตัวแบบของแบบจำลองกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจประกันวินาศภัยไทยพบว่า ตัวแปรอิสระที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ประกอบไปด้วย จำนวนเบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้สุทธิ รายได้อื่นจากการดำเนินงาน และ อัตราส่วนค่าสินไหมทดแทน สำหรับสมการตัวแบบของแบบจำลองกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจประกันวินาศภัยต่างชาติพบว่า ตัวแปรอิสระที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ประกอบไปด้วย จำนวนเบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้สุทธิ อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจประกันภัย และอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ส่วนสมการตัวแบบของแบบจำลองกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจประกันวินาศภัยต่างชาติเฉพาะอเมริกันและญี่ปุ่นพบว่า ตัวแปรอิสระที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ประกอบไปด้วย จำนวนเบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้สุทธิรายได้อื่นจากการดำเนินงาน อัตราส่วนค่าสินไหมทดแทน และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจประกันภัยและท้ายที่สุดของงานศึกษานี้สามารถสรุปได้ว่ากลุ่มธุรกิจประกันวินาศภัยไทยและกลุ่มธุรกิจประกันวินาศภัยต่างชาติมีปัจจัยหรือตัวแปรอิสระที่ส่งผลต่อการทำกำไรของธุรกิจประกันวินาศภัยโดยเปรียบเทียบแตกต่างกัน ซึ่งกลุ่มธุรกิจประกันวินาศภัยไทยมีตัวแปรอิสระที่ส่งผลกระทบอย่างนัยสำคัญที่ 0.05 จำนวน 3 ตัวแปร อันได้แก่ จำนวนเบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้สุทธิ รายได้อื่นจากการดำเนินงาน และอัตราส่วนค่าสินไหมทดแทน ทว่ากลุ่มธุรกิจประกันวินาศภัยต่างชาติมีตัวแปรอิสระที่ส่งผลกระทบอย่างนัยสำคัญที่ 0.05 จำนวน 3 ตัวแปรอันได้แก่ จำนวนเบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้สุทธิ อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจประกันภัย และอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
List(s) this item appears in: ทรัพยากรใหม่ประจำเดือน ตุลาคม 2565
Tags from this library: No tags from this library for this title. Log in to add tags.
    Average rating: 0.0 (0 votes)
Holdings: UTCC

การศึกษาค้นคว้าอิสระ (ศ.ม. (เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ)) -- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2564.

การศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการทำกำไรของธุรกิจประกันวินาศภัยในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์สำคัญอยู่ 2 ประการ ได้แก่ เพื่อศึกษาถึงปัจจัยทางตรงและปัจจัยทางอ้อมที่ส่งผลกระทบต่อการทำกำไรของธุรกิจประกันวินาศภัย และเพื่อศึกษาถึงความแตกต่างในการทำกำไรของธุรกิจประกันวินาศภัยโดยเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มบริษัทไทยและกลุ่มบริษัทต่างชาติ ทั้งนี้ได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นบริษัทประกันวินาศภัยซึ่งจดทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยจำนวน 50 บริษัท โดยใช้ข้อมูลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 ถึงปี พ.ศ. 2563 เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 4 ปีได้ขนาดของกลุ่มข้อมูลจำนวน 200 ตัวอย่างเป็นข้อมูลแผง ผ่านการใช้เทคนิคการวิเคราะห์ด้วยวิธีการ Fixed Effect Model และ Random Effect Model และสรุปผลการเลือกเทคนิคการวิเคราะห์ที่เหมาะสมในแต่ละแบบจำลองด้วยวิธีการทดสอบแบบ Hausman ซึ่งได้ผลลัพธ์ดังต่อไปนี้ สำหรับสมการตัวแบบของแบบจำลองกำไรสุทธิจากการดำเนินงานโดยภาพรวมของธุรกิจประกันวินาศภัยพบว่า ตัวแปรอิสระที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ประกอบไปด้วย จำนวนเบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้สุทธิ รายได้อื่นจากการดำเนินงาน และอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ส่วนสมการตัวแบบของแบบจำลองกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจประกันวินาศภัยไทยพบว่า ตัวแปรอิสระที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ประกอบไปด้วย จำนวนเบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้สุทธิ รายได้อื่นจากการดำเนินงาน และ อัตราส่วนค่าสินไหมทดแทน สำหรับสมการตัวแบบของแบบจำลองกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจประกันวินาศภัยต่างชาติพบว่า ตัวแปรอิสระที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ประกอบไปด้วย จำนวนเบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้สุทธิ อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจประกันภัย และอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ส่วนสมการตัวแบบของแบบจำลองกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจประกันวินาศภัยต่างชาติเฉพาะอเมริกันและญี่ปุ่นพบว่า ตัวแปรอิสระที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ประกอบไปด้วย จำนวนเบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้สุทธิรายได้อื่นจากการดำเนินงาน อัตราส่วนค่าสินไหมทดแทน และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจประกันภัยและท้ายที่สุดของงานศึกษานี้สามารถสรุปได้ว่ากลุ่มธุรกิจประกันวินาศภัยไทยและกลุ่มธุรกิจประกันวินาศภัยต่างชาติมีปัจจัยหรือตัวแปรอิสระที่ส่งผลต่อการทำกำไรของธุรกิจประกันวินาศภัยโดยเปรียบเทียบแตกต่างกัน ซึ่งกลุ่มธุรกิจประกันวินาศภัยไทยมีตัวแปรอิสระที่ส่งผลกระทบอย่างนัยสำคัญที่ 0.05 จำนวน 3 ตัวแปร อันได้แก่ จำนวนเบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้สุทธิ รายได้อื่นจากการดำเนินงาน และอัตราส่วนค่าสินไหมทดแทน ทว่ากลุ่มธุรกิจประกันวินาศภัยต่างชาติมีตัวแปรอิสระที่ส่งผลกระทบอย่างนัยสำคัญที่ 0.05 จำนวน 3 ตัวแปรอันได้แก่ จำนวนเบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้สุทธิ อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจประกันภัย และอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ

There are no comments on this title.

to post a comment.